รู้ให้ลึกใน Zero Trust Architecture ทำไมการไม่ไว้ใจใครถึงจะปลอดภัยที่สุด ?

เมื่อเทคโนโลยีก้าวล้ำเกินจินตนาการ เรื่องความปลอดภัยต้องควบคู่ และเมื่อเข้าสู่ปีนี้ 2026 โครงสร้างธุรกิจส่วนใหญ่ย้ายกันไปอยู่ใน Cloud Security คนทั่วไปในฐานะพนักงานกลับสร้างความผิดพลาดจนส่งผลต่อข้อมูลสำคัญได้ เป็นที่มาของมาตรฐาน Zero Trust Architecture ความไม่วางใจใครสักคนถึงจะดีที่สุดในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล วันนี้เราจะมาขยายความประเด็นที่น่าสนใจนี้กัน อัพเดทความสำคัญของมาตรฐานใหม่นี้ว่าจะช่วยให้สิ่งอันมีค่าล้ำที่สุดที่เรียกว่าข้อมูลขององค์กรปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร ตามไปดูเลย

Zero Trust คืออะไร? พลิกตำราความปลอดภัยไซเบอร์จาก “กำแพงเมือง” สู่ “การตรวจสอบทุกฝีก้าว”

หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด Zero Trust สิ่งนี้ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ แต่คือภาพรวมแห่ง “ทัศนคติ” แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่โหดร้ายแต่จริงที่สุดคือ “ห้ามไว้วางใจใครหรือสิ่งใดเลย ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกเครือข่ายองค์กรก็ตาม”

Zero Trust Architecture

นิยามของ Zero Trust: ทำไมความเชื่อใจ (Trust) ถึงกลายเป็นช่องโหว่ที่อันตรายที่สุด

ในอดีต ความผิดพลาดมหันต์ของระบบความปลอดภัยคือการให้สิทธิ์ “Implicit Trust” หรือความไว้วางใจโดยนัย เช่น ถ้าคุณเชื่อมต่อ VPN เข้ามาได้ ระบบจะเชื่อว่าคุณคือพนักงานจริงๆ แต่ในยุคที่ AI สามารถขโมยอัตลักษณ์ (Identity Theft) ได้แนบเนียน ความเชื่อใจแบบเดิมจึงกลายเป็นช่องโหว่ที่เปิดทางให้แฮกเกอร์เดินเข้าสู่หัวใจของข้อมูลได้อย่างง่ายดาย

ความแตกต่างระหว่าง Security แบบดั้งเดิม กับ Zero Trust Model

เดิมที่ข้อมูลถูกป้องกันอยู่เพียงในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง การมาของ Zero Trust จะขึ้นไปอีกระดับโดยเน้นที่ตัวข้อมูลเป็นสำคัญ ทุกการเข้าถึงตัวข้อมูลจะต้องมีการยืนยันตัวตนเสมอ อัพเดทตลอดให้ไม่สามารถเนียนผ่านเข้าถึงข้อมูลได้โดยผ่านการตรวจสอบที่ดีที่สุด นึกภาพตามง่าย ๆ เหมือนยามที่แม้จะเคยเห็นหน้าคุณแล้วให้ผ่านได้ แต่ตอนนี้ ทุกครั้งที่ผ่านจะต้องมีการแลกบัตรก่อนเข้าเสมอ

3 เสาหลักของ Zero Trust Architecture ที่องค์กรยุค 2026 ต้องยึดถือ

การวางระบบ Zero Trust ที่แข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าระบบ Microsoft Solutions Partner เพียงครั้งเดียว แต่ต้องวางอยู่บนเสาหลัก 3 ประการดังนี้

Zero Trust Architecture
  1. การยืนยันตัวตนและอุปกรณ์อย่างเข้มงวด (Verify Explicitly): ระบบต้องตรวจสอบข้อมูลบริบท (Context) ทั้งหมดที่มี เช่น อัตลักษณ์ผู้ใช้, พิกัดตำแหน่ง, อุปกรณ์ที่ใช้ และความปลอดภัยของตัวอุปกรณ์เอง ก่อนจะอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล
  2. การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงให้น้อยที่สุด (Least Privilege Access): เป็นการมอบสิทธิ์แบบ “พอดีและชั่วคราว” (Just-In-Time) พนักงานฝ่ายบัญชีควรเข้าถึงได้เฉพาะโฟลเดอร์บัญชีในช่วงเวลาทำงานเท่านั้น เพื่อจำกัดความเสียหายหากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮก
  3. การตั้งสมมติฐานว่าระบบถูกเจาะแล้วเสมอ (Assume Breach): คิดไว้เสมอว่า “ตอนนี้มีแฮกเกอร์อยู่ในระบบเราแล้ว” เพื่อให้เราออกแบบการป้องกันแบบแยกส่วน (Segmentation) และการเข้ารหัสข้อมูลที่แน่นหนา จนแฮกเกอร์ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้สะดวก

เจาะลึกกลไกการทำงาน: Zero Trust เปลี่ยนระบบเครือข่ายให้กลายเป็น Micro-segmentation ได้อย่างไร?

หัวใจทางเทคนิคที่ทำให้ Zero Trust ทำงานได้จริงคือ Micro-segmentation ลองนึกภาพอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ที่แทนที่จะมีประตูหน้าบานเดียว แต่ละห้องทำงาน แต่ละโต๊ะ หรือแม้แต่ลิ้นชักเก็บเอกสาร ทุกจุดจะมีแม่กุญแจอัจฉริยะกั้นไว้หมด

  • บทบาทของ Identity (IAM) และ MFA: ในปี 2026 การใช้เพียงรหัสผ่านนั้นถือว่า “สอบตก” ระบบ IAM ยุคใหม่ต้องทำงานร่วมกับ Multi-Factor Authentication (MFA) วิเคราะห์ลึกจนถึงพฤติกรรมการใช้งานแบบลึกซึ้ง แม้กระทั่งจังหวะพิมพ์ข้อความหรือไปจนถึงลักษณะการกวาดเม้าส์ใช้งาน เพื่อแยกให้ออกว่านี่เป็นคนใช้งานหรือ AI ให้ได้
  • การควบคุมในระดับแอปพลิเคชัน : Zero Trust จะเข้ามาแยกการสิทธิ์อย่างชัดเจนในการเข้าถึงแอปพลิเคชัน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเครือข่ายทั้งหมดได้ แต่จะเห็นเฉพาะในส่วนที่ตัวเองมีสิทธิ์เข้าถึงในการใช้งานเท่านั้น
Zero Trust Architecture

เพราะอะไร Zero Trust Architecture ถึงดีที่สุดในตอนนี้เรื่อง  Cloud และ Remote Work?

เมื่อคำว่าออฟฟิศกลายเป็นพื้นที่ไร้พรมแดนที่สามารถขยายไปถึงส่วนไหนของโลกได้ แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคู่กันคือ “ภัยคุกคาม” ที่ต่อองค์กรในเรื่องของข้อมูล ทำให้ ณ ปัจจุบันขณะ มาตรฐานที่ถูกยกขึ้นอีกขั้นในชื่อ Zero Trust Architecture จึงกลายเป็นคำตอบที่ดีที่สุดผ่านเหตุผลมากมาย 

  • รับมือกับ AI-Driven Attacks: เมื่อแฮกเกอร์เลือกใช้บริการ AI เพื่อสุ่มเจาะระบบหรือ Phishing แบบเนียน ๆ มาตรฐาน Zero Trust จะมาช่วยคัดกรองความปลอดภัยแบบอัตโนมัติที่ขนาดมนุษย์เองยากจะทำได้เร็วเท่า
  • การสร้างความเชื่อมั่น (Digital Trust) : ในแง่ของทั้งคู่ค้าหรือลูกค้า การที่เห็นว่าองค์กรที่ทำงานร่วมด้วยใช้งาน Zero Trust Architecture จะยิ่งเพิ่มความไว้วางใจให้กับข้อมูลพวกเขา และต้องไม่ลืมในเรื่องหน้าตาของแบรนด์ที่จะช่วยส่งเสริมเรื่องของภาพลักษณ์ ถูกมองว่าองค์กรให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลมาเป็นอันดับ 1 ด้วย

วางระบบ Zero Trust ในองค์กร ต้องเริ่มต้นยังไงดี?

จะทำ Zero Trust Architecture ต้องเริ่มจากไล่ทำ Data Inventory เพื่อเริ่มต้นจากข้อมูลส่วนที่สำคัญที่สุด เซ็ทให้ครบในสิทธิ์ของผู้มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลจริง ๆ และค่อย ๆ ทำไปให้ขยายไปทีละส่วน และสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกวินาที ความก้าวหน้านี้ต้องควบคู่ไปกับเรื่องความปลอดภัยด้วยเสมอ ต้องมองเป้าหลักในการใช้ข้อมูลให้ได้ ที่มีเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นพื้นฐาน แม้จะต้องตรวจซ้ำ ๆ ทำบ่อย ๆ ก่อนเข้าใช้งานข้อมูล ก็ย่อมดีกว่าความเสียหายที่เกิดจากข้อมูลรั่วไหล คุณว่าไหมละ?  

Leave a Comment